ร้อนแบบนี้ ดูแลรักษาแอร์รถยนต์ให้ถูกวิธี

อากาศร้อนๆ แบบนี้ระบบปรับอากาศ หรือแอร์รถยนต์คงต้องทำงานอย่างหนัก วันนี้ รอบรู้..ดูแลรถ นำเกร็ดความรู้ วิธีการดูแลรักษาแอร์รถยนต์มาฝากเพื่อนๆ กันครับ ลองอ่านดูน่ะครับว่าควรทำอย่างไรบ้าง

อันดับแรกเลยครับก่อนจะสตาร์ตเครื่องยนต์ทุกครั้ง เพื่อนๆ ลองสำรวจสวิตช์ควบคุมคอมเพรสเซอร์ก่อนน่ะครับ ว่าอยู่ในตำแหน่งไหน (เปิดอยู่ หรือ ปิดอยู่) ถ้าหากเปิดอยู่ ให้กดปิดก่อน ที่จะสตาร์ตรถ เพื่อไม่ให้คอมเพรสเซอร์แอร์ต้านทานการหมุนของเครื่องยนต์ในขณะที่กำลังสตาร์ตรถครับ

fortuner_bmc_interior_01

ต่อมาหากเครื่องยนต์ติดแล้ว เราควรเปิดสวิตช์พัดลมของเครื่องปรับอากาศก่อน แล้วควรปรับไปที่ตำแหน่งความเย็นสุด ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที เพื่อทำการไล่ลมร้อนออกจากช่องปรับอากาศ หลังจากนั้นค่อยเปิดสวิตช์ควบคุมคอมเพรสเซอร์ ให้ระดับความเย็นนั้นอยู่ที่ระดับเย็นสุด จึงค่อยปรับสวิตช์ควบคุมความเร็วของพัดลม  หรือจะปรับระดับความเย็นให้เหมาะสมกับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารของเพื่อนๆ ก็ได้ แล้วแต่ความต้องการครับ

เมื่อเลิกใช้งาน ก่อนดับเครื่องยนต์ ควรกดปิดสวิตช์การทำงานของคอมเพรสเซอร์ก่อน แต่ยังคงเปิดสวิตช์พัดลมให้แรงสุด ก่อนที่จะดับเครื่องยนต์ประมาณ 2-3 นาที หรือก่อนถึงที่หมาย 5 นาที เพื่อเป็นการไล่ความชื้นออกจากตัวคอยล์เย็น และยังช่วยลดการใช้แอร์ในรถ ลงถึง 10 % ของการใช้แอร์ตามปกติ ซึ่งสามารถช่วยให้เราประหยัดเงินได้ถึง 40 บาทต่อเดือน

Hot-for-FORD-FOCUS-2-focus-3-Mondeo-font-b-AC-b-font-font-b-Knob

Advertisements
Tagged with: , , , , ,
เขียนใน การบำรุงรักษารถยนต์

ผ้าเบรกมีปัญหา มีลักษณะอย่างไร เรามาอ่านกัน

หลังจากได้หยุดพักผ่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์กันหลายวัน เพื่อนๆ หลายคนคงกลับมาจากภูมิลำเนาและสถานที่ท่องเที่ยวกันแล้ว

สำหรับท่านที่นำรถเดินทางไกล ไปในสถานที่ต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าหลายท่าน คงต้องพบกับสภาพการจราจรที่ติดขัด และทำให้การใช้งานของรถยนต์ทำงานหนัก หลังจากผ่านการใช้งานมาอย่างหนักมานั้น จึงควรดูแลเอาใจใส่รถมากขึ้นสักหน่อยน่ะครับ วันนี้ “รอบรู้..ดูแลรถ” ขอนำเกร็ดความรู้ เรื่องของลักษณะผ้าเบรกที่มีปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งครับ สำหรับผ้าเบรกที่มีปัญหา มีลักษณะอย่างไรนั้นเรามาดูกันครับ

 

ผ้าเบรกหมดจนเกินจาน

222
ลักษณะคือ เนื้อผ้าเบรกหมด เหลือแต่ส่วนที่เป็นแผ่นแม่เหล็กเมื่อเหยียบเบรกจะเท่ากับว่าแผ่นเหล็กของฐานผ้าเบรกไปกดกับตัวจานเบรกเสียหายมีอัตราการสึกสูงมีเสียงดังแหลม สมรรถนะในการหยุดรถมีต่ำ อาจถึงขั้นเบรกไม่อยู่ และจะต้องเปลี่ยนจานเบรกใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ควรที่จะทำ การตรวจเช็คระบบเบรกเป็นประจำและควรเปลี่ยนผ้าเบรกก่อน ในขณะที่ผ้าเบรกยังเหลือประมาณ 20-30%

ผ้าเบรกร่อน
5

มีลักษณะเป็นหลุม เนื้อผ้าเบรกเป็นรอยแหว่ง เนื่องมาจากใช้ผ้าเบรกที่ผลิตจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพต่ำ กรรมวิธีการผลิตที่ล้าสมัยการเบรกจะมีเสียงดังขณะเบรก หรือมีระยะเบรกมากเบรกจับไม่ค่อยดี เนื่องจากหน้าสัมผัสของผ้าเบรกจะมีพื้นที่น้อยลงและจะทำให้ผ้าเบรกหมดไวขึ้นด้วย ควรใช้ผ้าเบรกที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐานในการผลิตสูง

ผ้าเบรกไหม้

8
ลักษณะของผ้าเบรกจะมีรอยไหม้สีดำเป็นมันเงา สาเหตุเกิดจากเจ้าของรถเป็นคนขับรถเร็ว หรือเป็นรถที่ใช้บรรทุกหนัก แต่เลือกใช้ผ้าเบรกที่มีคุณภาพต่ำไม่เหมาะกับสภาพการใช้งาน หรือเลือกใช้เนื้อผ้าเบรกไม่ถูกต้อง อาการขณะเบรกมีเสียงดัง ระยะเบรกไกลหรือเบรกลื่นควรเลือกใช้เนื้อผ้าเบรกให้เหมาะกับการใช้งานและถ้าใช้งานหนักควรเลือกใช้ผ้าเบรกที่มีผสมโลหะ

ผ้าเบรกด้าน

4
ลักษณะของผ้าเบรกด้านจะเกิดเป็นรอยมันวาวตรงผิวของผ้าเบรก โดยมากมักจะเกิดกับผ้าเบรกธรรมดาที่ใช้วัตถุดิบในการผลิตต่ำ การจับตัวของผ้าเบรกไม่ดี เมื่อใช้งานไประยะหนึ่ง อัตราการสึกของผ้าเบรกจะน้อยลง หน้าผ้าเบรกลื่น ระยะเบรกไกล และมีเสียงดังขณะเบรก หรืออาจเกิดจากการแตะเบรกเบาๆ และบ่อยครั้งเป็นระยะเวลาติดต่อกันก็สามารถทำให้ผ้าเบรกด้านได้ ควรเลือกใช้ผ้าเบรกที่ดีมีคุณภาพ และได้มาตรฐานการผลิต

ผ้าเบรกอัด

3
คือการนำฐานเหล็กรองของผ้าเบรกเก่านำไปทำการอัดผ้าเบรกใหม่ ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน และใช้วัตถุดิบคุณภาพต่ำซึ่งจะมีราคาถูก เมื่อใช้งานไประยะเวลาหนึ่ง ตัวเนื้อของผ้าเบรกกับฐานเหล็กจะเกิดรอยปริแยก และหลุดออกจากกันในที่สุด จะทำให้รถเบรกไม่อยู่และสร้างความเสียหายให้กับจานเบรก ในลักษณะเดียวกับผ้าเบรกหมด ไม่ควรเลือกใช้ผ้าเบรกที่นำฐานเหล็กของผ้าเบรกเก่ามาอัดใหม่

ผ้าเบรกแข็ง

42
คือผ้าเบรกที่มีส่วนผสมของผงโลหะผสมอยู่ในเนื้อผ้าเบรกเพื่อให้ช่วยให้ประสิทธิภาพในการจับจานเบรกมีสูงและให้ระยะเบรกที่สั้นกว่าผ้าเบรกธรรมดา เหมาะกับลูกค้าที่ชอบขับรถเร็ว หรือใช้งานหนัก แต่ผ้าเบรกชนิดนี้จะมีราคาสูงและการเบรกจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อผ้าเบรกมีอุณหภูมิสูง

ผ้าเบรกกินจานเบรก (จานเบรกไม่มีคุณภาพ)

88
ผ้าเบรกจะมีเนื้อโลหะชิ้นใหญ่ฝังอยู่ในเนื้อผ้าเบรก เนื่องจากการใช้จานเบรกที่ไม่มีคุณ มีอัตราการสึกหรอสูง ไม่ทนทาน ทำให้เศษโลหะ ที่สึกหรอมาหลอมรวมกันและฝังอยู่ในเนื้อผ้าเบรก และโลหะชิ้นดังกล่าวก็ไปสร้างความสึกหรอให้กับจานเบรกอีกที ทำให้มีรอยลึกที่หน้าจานเบรก และเกิดเสียงแหลมดังขณะเหยียบเบรก ควรเลือกใช้จานเบรกที่ได้มาตรฐานของผู้ผลิตรถยนต์

ผ้าดรัมเบรกไหม้

9
จะมีรอยไหม้ดำเป็นมันเงาที่ผิวหน้าของผ้าเบรก ซึ่งอาจจะเกิดได้จากการใช้เนื้อผ้าเบรกที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพต่ำในการผลิต หรือเนื้อผ้าเบรกมีความหนามากเกินไปไม่ได้มาตรฐานของผู้ผลิตรถยนต์หรือเกิดจากการติดตั้งไม่ถูกวิธีทำให้หน้าผ้าเบรกอยู่ชิดกับดุมเบรกควรเลือกใช้ผ้าเบรกที่ผลิตจากโรงงานที่มีมาตรฐานในการผลิตสูง และเลือกใช้บริการเปลี่ยนผ้าเบรกจากศูนย์บริการที่มีมาตรฐานในการผลิตสูงและเลือกใช้บริการเปลี่ยนผ้าเบรกจากศูนย์บริการที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้รถโดยทั่วไป

เป็นอย่างไรบ้างครับ กับเกร็ดความรู้ที่ รอบรู้..ดูแลรถ มอบให้เพื่อนๆ คงเป็นประโยชน์ไม่มากไม่น้อยเลยทีเดียวครับ เพื่อนๆ ติดตามสาระน่ารู้ดีๆ แบบนี้กันได้อีกน่ะครับ

 

 

 

เขียนใน ปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์

สงกรานต์นี้ เตรียมพร้อมรถก่อนเดินทางไกล

 

เตรียมพร้อมรถ ก่อนเดินทางไกล

เตรียมพร้อมรถ ก่อนเดินทางไกล

ใกล้ถึงเทศกาลสงกรานต์เข้ามาทุกทีแล้วน่ะครับ เพื่อนๆ หลายคน คงเตรียมตัวเที่ยวต่างจังหวัดกันแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่ลืมคิดไปไม่ได้ คือ การเตรียมความพร้อมรถของท่าน วันนี้ “รอบรู้ดูแลรถ” นำเกร็ดความรู้ การเตรียมรถก่อนเดินทางไกล มาฝากเพื่อนๆ กันครับ

เมื่อต้องขับรถทางไกล ต้องนำรถเข้าตรวจสภาพก่อนเพื่อความปลอดภัยในขณะขับขี่ อันที่จริงแล้วเราควรตรวจเช็ครถก่อนเดินทางอย่างน้อย 7 วัน เหตุผล คือ หากเรานำรถไปเช็คในช่วงเวลาอันกระชั้นชิด หากตรวจเช็คแล้วเจอปัญหา อาจจะรออะไหล่นาน หรืออาจจะไม่ทันกับเวลา ทำให้เพื่อนๆ หงุดหงิดได้ครับ การตรวจเช็ครถก่อนเดินทางไกล เราสามารถตรวจเช็คได้ด้วยตัวเองก่อนเบื้องต้นครับ และสิ่งสำคัญที่จะต้องตรวจเช็ค คือ

1. ตรวจเช็คระบบช่วงล่าง ในขณะที่เราขับรถอยู่ เราจะสังเกตได้ในเวลาที่รถตกหลุม หรือขับบนทางขรุขระ หรือเวลาที่เราขับรถอยู่ก็ลองปล่อยพวงมาลัยดูว่ามีการกินซ้ายหรือขวามั้ย มีอาการเสียงดังมั้ย ซึ่งลักษณะเหล่านี้เกิดขึ้นจากช่วงล่าง

เเเ

 

2. ตรวจเช็คระบบยางรถยนต์ เพื่อนๆ ลองตรวจเช็คดูน่ะครับว่า ลมยางรถของท่านอ่อนไปมั้ย การเติมลมยาง ควรเติมลมให้เสมอกันตามสเปกในคู่มือรถ หรือเพื่อนๆ สามารถดูที่ข้างๆ ประตูรถก็ได้ หรือข้างที่นั่งก็ได้ (แล้วแต่รถบางรุ่น) ครับ จะมีบอกว่าควรเติมลมยางกี่ปอนด์และถ้าเดินทางไกลเกิน 200 กม. ขึ้นไป แนะนำให้เติมลมยางเพิ่มขึ้นอีก 1-2 ปอนด์ น่ะครับ เพราะจะทำให้ยางเกาะถนนได้ดีขึ้น และดอกยางจะช่วยในการรีดน้ำได้ดีขึ้นครับ

ยาง3. ตรวจเช็คระบบเบรก ผ้าเบรก น้ำมันเบรก ว่ายังใช้ได้หรือไม่ เพื่อนๆ สามารถสังเกตน้ำมันเบรกได้น่ะครับ ซึ่งลักษณะจะเป็นสีดำคล้ำ ดำมากจนผิดปกติ หรือออกเป็นสีน้ำตาลเข้ม แสดงว่าในน้ำมันเบรกมีความชื้นสูง ดังนั้นควรต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรก และถ้าหากมีน้ำมาปะปนอยู่ในน้ำมันเบรก เกิดฟองอากาศ จะทำให้ประสิทธิภาพของการเบรกลดลงได้ หรือเบรกไม่อยู่ ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายและเกิดอุบัติเหตุได้น่ะครับ

4. ตรวจเช็คระบบแบตเตอรี่ ผมแนะนำให้ลองสตาร์ทรถก่อนน่ะครับ 1-2 ครั้ง ดูว่าสตาร์ทติดมั้ย หากสตาร์ทรถแล้วนานเกิน 30 วินาที แปลว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพ แต่แนะนำน่ะครับ ว่าไม่ควรสตาร์ทรถหลายครั้งเกินไป หรือสตาร์ทรถจนกระทั่งไม่ติดเลย เพราะจะทำให้ไดชาร์จ และไดสตาร์ท เสียหายได้น่ะครับ  หรือสังเกตง่ายๆ อีกจุดหนึ่งคือ ลองบีบแตรรถของท่านแล้วฟังเสียงดูน่ะครับ ถ้าเสียงแตรเริ่มอ่อนๆ ลง แสดงว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อม หรือสังเกตที่กระจกรถ หากกดขึ้นลงแล้ว กระจกหมุนช้าผิดปกติ แสดงว่าแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเช่นกัน  ก็ต้องนำรถเข้าตรวจเช็คแบตเตอรี่ เช็คน้ำกลั่นดู เพราะส่วนใหญ่แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานอยู่ที่ ปีครึ่ง หรือ 2 ปี ครับ

5. ตรวจเช็คระบบไฟ เพื่อนๆ ต้องดูรอบคันเลยน่ะครับ ทั้งไฟเบรก ไฟถอย ไฟส่องสว่าง ทั้ง 3 ระดับ ไฟหรี่  ไฟปกติ ไฟโคมหน้า และไฟสูง  ในระบบของไฟปกติต้องมีระดับที่พอเหมาะ เพราะถ้าหากสูงเกินไป แสงไฟจะไปส่องเข้าตาเพื่อนร่วมทางที่ขับส่วนมาในเวลากลางคืนได้ และจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายน่ะครับ

6. ตรวจเช็คระบบหม้อน้ำ ยิ่งช่วงนี้อากาศร้อนมาก น้ำในหม้อน้ำอาจแห้งได้ ควรเติมน้ำให้เต็มน่ะครับ แล้วอย่าลืม อันนี้ก็สำคัญน่ะครับ ต้องเติมน้ำยาฉีดกระจก และตรวจเช็คด้วยว่ามีน้ำพุ่งออกมารึเปล่า เพราะช่วงสงกรานต์นี้ รับรองเลยว่ารถเพื่อนๆ จะต้องโดนแป้งแน่นอน  ตรวจเช็ค ดูที่รังผึ้ง คอยล์ร้อน มีแมลงติดอยู่มั้ย ถ้ามีติดอยู่ให้ใช้แปรงปัดออก

7. ตรวจเช็คเรื่องของเฟืองท้าย

8. ตรวจเช็คระบบแอร์รถยนต์ เช็คน้ำยาแอร์ แอร์รถยนต์เย็นมั้ย เพราะเราเดินทางไกล ถ้ารถร้อนจะพาให้เราเสียอารมณ์ได้ หมดสนุกกันไปเลยครับ

9. และสุดท้ายอย่าลืมตรวจเช็คในเรื่องของสายพาน ด้วยน่ะครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับเกร็ดความรู้ “การเตรียมพร้อมรถก่อนเดินทางไกล” ช่วงเทศกาลวันหยุด ยังไงแล้วก็ขอให้เพื่อนๆ เที่ยวให้สนุกครับ ขับรถปลอดภัย เมาไม่ขับน่ะครับ

เขียนใน ปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์

ดูแลรถหลังหมดระยะประกันคุณภาพ

สวัสดีครับ วันนี้ รอบรู้ดูแลรถ นำเกร็ดความรู้ในเรื่องของ การดูแลรถหลังหมดระยะประกันคุณภาพ มาฝากเพื่อนๆ กันครับ และอาจมีเพื่อนๆ บางท่านที่รถของตัวเองหมดระยะประกันไปแล้ว แต่ดูแลไม่ค่อยเป็นหรือขาดการดูแลรักษา ซึ่งปกติแล้วเราจะต้องดูแลบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะทางอย่างต่อเนื่อง

โดยมีวิธีง่ายๆ เลยครับ เพื่อนๆ สามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากคู่มือประจำรถ และต้องดูแลรักษาให้ถี่ขึ้นตามอายุการใช้งานและน้ำมันเครื่องที่ใช้

– รถที่ผ่านการใช้งาน 100,000 – 150,000 กิโลเมตร ยังสามารถใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ เปลี่ยนถ่ายทุก 10,000 กิโลเมตร

– รถที่ผ่านการใช้งาน 150,000 – 200,000 กิโลเมตร ใช้น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ เปลี่ยนถ่ายทุก 7,000 กิโลเมตร

– รถที่ผ่านการใช้งานเกิน 200,000 กิโลเมตร ให้ใช้น้ำมันเครื่องมาตรฐาน เปลี่ยนถ่ายทุก 5,000 กิโลเมตร

 

SAM_1599

หลังจากรถของท่านที่พ้นระยะประกันไปแล้วนั้น เรามาดูกันสิว่า ศูนย์บริการในแต่ละประเภท เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ซึ่งจะมีข้อดีที่แตกต่างกันไปครับ

1. ศูนย์บริการของตัวแทนจำหน่าย

รถที่หมดระยะประกันกับทางศูนย์บริการรถยนต์แล้วนั้น ท่านจะต้องนำรถเข้าศูนย์บริการที่ท่านซื้อรถมา ต้องแจ้งทางศูนย์บริการถึงความต้องการอย่างชัดเจน (ย้ำ) ว่าต้องชัดเจนครับ และที่สำคัญต้องระบุให้ช่างแจ้งราคาก่อนลงมือซ่อมทุกครั้งน่ะครับ

การเข้าศูนย์บริการจะมีข้อดี ก็คือ รู้ข้อมูลของรถแต่ละรุ่นเป็นอย่างดี เครื่องมือพร้อม รวมถึงเครื่องมือพิเศษเฉพาะรถแต่ละรุ่น การรับประกันคุณภาพการซ่อม และอะไหล่ที่มั่นใจได้ ถึงแม้ราคาจะสูงก็ตาม เพราะคิดค่าแรงเป็นชั่วโมง และหากต้อง SET ECU  กล่องสมองกล ศูนย์ข้างนอกส่วนใหญ่จะไม่มี ยกเว้นบางที่ที่เป็นศูนย์มาตรฐานก็จะมีเครื่องมือครบไม่แพ้ศูนย์บริการของตัวแทนจำหน่าย

2. ศูนย์บริการแบบเร่งด่วน เป็นศูนย์บริการที่ให้การดูแลรักษา และตรวจซ่อม อย่างเช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง , เปลี่ยนยาง , เปลี่ยนผ้าเบรก , ตั้งศูนย์ถ่วงล้อ ฯลฯ

โดยข้อดีของศูนย์บริการแบบเร่งด่วน คือ ให้การบริการได้รวดเร็วกว่า ค่าแรงถูกกว่าศูนย์บริการ หรือบางแห่งก็ไม่คิด ปกติจะระบุค่าแรงการซ่อมอย่างชัดเจน มีการประเมินราคาก่อนซ่อม รับประกันคุณภาพงานเช่นเดียวกับศูนย์บริการ แต่มีข้อด้อย คือ เครื่องมือพิเศษอาจจะไม่ครบ และส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Replace No Repair คือ รับเปลี่ยนแต่ไม่ซ่อม

ที่สำคัญ คือ ส่วนใหญ่จะพัฒนาขึ้นมาจากร้านยาง ดังนั้น จึงต้องดูว่าธุรกิจหลักของศูนย์นั้นๆ คืออะไร ขายยาง หรือ ตรวจเช็คระยะ

IMG_7313

3. อู่ซ่อมทั่วไป มีหลายลักษณะ ทั้งเล็กและใหญ่ ซึ่งปัจจัยที่ใช้เลือกอู่ซ่อมรถยนต์ ต้องพิจารณาเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน คุณภาพของอะไหล่ ฝีมือของช่าง การคิดราคาอย่างตรงไปตรงมา ความจริงใจของเจ้าของอู่ว่าไว้ใจได้

4. ในสถานีบริการน้ำมัน ส่วนใหญ่จะให้บริการตรวจเช็คงานเบา ได้แก่การเปลี่ยนถ่ายหมวดของเหลวตามระยะ ประเภท น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำมันเกียร์ และเช็คเบื้องต้น เช่น ไส้กรองอากาศ ไส้กรองแอร์ หัวเทียน ใบปัดน้ำฝน เป็นต้น

IMG_6734

 

เช่น

Pro Check ในสถานีบริการ ปตท.

Bangchak Green Serv ในสถานีบริการบางจาก

Bangchak Green Auto Service ให้บริการครบวงจร ในสถานีบริการบางจาก

Pro serv ในสถานีบริการ เชลล์

Mobil 1 service center ในสถานีบริการ เอสโซ่

 

5. ศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องของ Brand น้ำมันเครื่อง                   เช่น

Mobil 1 service center         ของน้ำมันเครื่อง Mobil

Castrol Lube                         ของน้ำมันเครื่อง Castrol

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ การดูแลรถหลังหมดระยะประกันภาพ ที่ทางทีมงาน ได้นำมาให้เพื่อนๆได้อ่านกัน ต้องบอกเลยว่าเป็นอีก1 ที่ท่านเจ้าของรถควรทราบและให้ความสำคัญครับ ติดตามเรื่องราวดีๆ กับรอบรู้ดูแลรถกันได้อีก สามารถติดตามชมกันได้เลยน่ะครับ

 

เขียนใน ปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์

ระบบเบรก สิ่งสำคัญที่ต้องดูแล

         ปัจจุบันนี้เบรกรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญมากและเป็นเรื่องของความปลอดภัย เพราะหากขาดการดูแล นั่นอาจหมายถึงชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถและเพื่อนร่วมทาง การดูแลระบบเบรกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ละเลยไม่ได้เด็ดขาด วันนี้ “รอบรู้ดูแลรถ” ขอนำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ การดูแลรักษาระบบเบรก มาฝากเพื่อนๆ กันครับ อาทิเช่น

การตรวจสอบและเติมน้ำมันเบรก

              น้ำมันเบรกเป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในการเบรก ดังนั้นเราจึงควรตรวจสอบน้ำมันเบรกให้อยู่ในระดับที่พอดีเสมอ หากปล่อยให้น้ำมันเบรกแห้งหรือรั่วไหลออกไปจนหมดหรือเหลือน้อยลง การเบรกอาจไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้เกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ เพื่อเป็นการบำรุงรักษาเพื่อนๆ ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเบรกทุก 1,500 กิโลเมตร หรือ (1 เดือน) น่ะครับ

ทำความสะอาดเบรก ทุก 10,000 กิโลเมตร

ทำความสะอาดเบรก ทุก 10,000 กิโลเมตร

การตรวจสอบผ้าเบรก

ผ้าเบรกเป็นส่วนที่สึกหรอเร็วกว่าส่วนอื่น เพราะมีการเสียสีทั้งจานเบรก และฝุ่นต่างๆ ควรถอดเช็คเป็นประจำ สังเกตเปรียบเทียบกับผ้าเบรกของใหม่ จะมีความหนาเป็น 100 % ส่วนผ้าเบรกที่ใช้งานไปแล้วความหนาก็จะลดลงไปเรื่อยๆ ในจุดที่ต่ำกว่า 40 – 30 % ซึ่งถือว่าไม่ปลอดภัยแล้ว และอาจทำให้เกิดอันตรายเกิดขึ้นได้ เพราะผ้าเบรกในช่วงที่เหลือน้อย ก็จะทำให้เกิดการสึกหรอเร็วกว่าหลายเท่า จนถึงระดับบางมาก เนื้อผ้าเบรกอาจหลุดร่อนได้อย่างกะทันหัน เป็นผลทำให้แผ่นเหล็กสีกับจานเบรกจนเสียหาย  หรือถ้าผ้าเบรกหลุดออกจากฝักเบรก ลูกสูบปั้มเบรก และน้ำมันเบรกจะหลุดออก ที่เรียกกันว่าเบรกแตกนั้นเองครับ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบสภาพเบรกพร้อมทำความสะอาดผ้าเบรกและชิ้นส่วนเบรก ทุก 10,000 กิโลเมตร หรือ (6 เดือน) และควรปรับตั้งระยะเบรกและเบรกมือทุก 10,000 กิโลเมตร หรือ (6 เดือน) น่ะครับ

L2-Page28

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เกร็ดความรู้ดีๆ เล็กๆ น้อยๆ ของการดูแลรักษาเบรก ที่นำมาฝากเพื่อนๆ กันในวันนี้ คงจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ไม่มากไม่น้อยน่ะครับ ยังไงก็เข้ามาติดตามเกร็ดความรู้ของเรากันได้อีกที่ รอบรู้ดูแลรถ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับการดูแลรักษารถยนต์

 

 

 

 

 

 

เขียนใน ปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์
  • 29,272 คน ได้เข้ามาอ่านบล๊อกนี้แล้ว
สัมภาษณ์ ดร.ถานันดร์ วัชโรทยางกูร
ตอน สาระน่ารู้กับวิธีการดูแลระบบเบรก ABS
ตอน การดูแลเบรกรถยนต์
ตอน การวิเคราะห์สาเหตุรถยนต์เบื้องต้น
ตอน เคล็ดลับขับสนุกเมื่อเดินทางไกล
ตอน การทำความสะอาดภายในเครื่องยนต์
รายการโอท้อปขายดี SME ขายรวย
สัมภาษณ์ Fortron Showcase Thai TV
รอบรู้ดูแลรถ & Professor F
รอบรู้ดูแลรถ (ไฟล์เสียง)
  • มีความผิดพลาดเกิดขึ้น feed อาจใช้งานไม่ได้ชั่วคราว ลองใหม่อีกครั้งภายหลัง